ลูกเคยเป็น ทอนซิลอักเสบ มาก่อนไหม ร้ายแรงถึงขนาดต้องผ่าตัดเชียวหรือ

ขึ้นชื่อว่าโรคภัยไข้เจ็บ ไม่ว่าจะเล็กน้อย หรือร้ายแรงมากแค่ไหน หัวอกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ย่อมไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับลูกของเราเป็นแน่แท้ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการเลี้ยงดู พ่อแม่ต้องทำงานเพื่อหารายได้มาจุลเจือครอบครัว และเป็นค่าใช้จ่ายในดูแลลูก ฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายาย หรือพี่ป้าน้าอา ในยามที่ต้องอยู่ห่างไกลกันด้วยแล้ว เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นกับลูก ก็ไม่สามารถที่จะดูแลได้เองอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ปวดหัวใจอยู่ไม่น้อย ในวันที่มีโทรศัพท์จากที่บ้านโทรเข้ามาถามว่า ลูกเคยเป็น ทอนซิลอักเสบ มาก่อนไหม เป็นคำถามที่สร้างความงุนงงและทำให้ต้องฉุกคิดได้มากเลยทีเดียว ตลอดระยะเวลาที่เลี้ยงเองก่อนที่จะให้บ้านที่ต่างจังหวัดดูแลให้นั้น ก็ไม่เคยสังเกตลูกเลย เพราะลูกก็แข็งแรงดี มีไข้บ้างนิดหน่อย สักพักก็หายเป็นปกติเหมือนเด็กเล็กทั่วไป

ทอนซิลอักเสบ

ทำให้ลูกอ่อนเพลีย งอแง มีไข้สูง จนถึงขนาดอาจมีอาการชัก เบื่ออาหาร ปวดศีรษะครั่นเนื้อครั่นตัว ภายในคอ และต่อมทอนซิลแดง อาจมีหนอง จึงกลืนอาหารและน้ำลำบาก อาเจียน ปวดท้อง และมีท้องเดินร่วมด้วย การรักษาโรค ทอนซิลอักเสบ คือรักษาตามอาการ โดยการทานยา พักผ่อนให้เพียงพอ หากฟื้นตัว และหายดีในระยะเวลาอันสั้น ก็ถือว่าเป็นการติดเชื้อที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสไม่เป็นอันตรายอะไรมาก แต่ในกรณีที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเบตา สเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ ลูกจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ เพราะหากได้รับการรักษาที่ไม่ถูกวิธี และไม่ได้รับยาอย่างถูกต้องและครบขนาด หรือใช้ยาที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอที่จะกำจัดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ได้ แม้อาการป่วยจะทุเลาลง แต่อาจเสี่ยงต่อการเกิดอาการของโรคแทรกซ้อนรุนแรงได้ เมื่อแพทย์วินิจฉัยอาการ และสั่งยาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อให้แล้ว ผู้ดูแลจะต้องให้เด็กรับประทานยาต่อเนื่องจบครบหมด อย่างเคร่งครัดแม้อาการป่วยจะทุเลาลง เพราะไม่เช่นนั้นอาจทำให้เกิดไข้รูมาติก คือการอักเสบของหัวใจ และข้อต่าง ๆ หรือไตอักเสบแทรกซ้อนได้

ข้อแนะนำของแพทย์ เกี่ยวกับโรค ต่อม ทอนซิลอักเสบ

ในเด็กเล็กก่อนอายุ 25 ปี หากภายใน 1 ปี เป็น ทอนซิลอักเสบ 4 ครั้ง หรือเกินกว่านั้น ต่อเนื่องเกิน 2 อาทิตย์แล้วยังไม่หายดี อาจจะต้องทำการรักษาโดยการผ่าตัดออก ซึ่งอาจฟังดูร้ายแรง และอาจเจ็บปวดเกินกว่าที่ลูกจะรับได้หรือไม่ แต่หากพิจารณาจากอาการหากไม่ได้รับการผ่าตัด เมื่อมีต่อมทอนซิลอักเสบ และใหญ่กว่าปกติ กั้นทางเดินอาหาร และอากาศ ส่งผลให้การเจริญเติบโตช้า เพราะรับประทานอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้น้อย ในอนาคตก็ส่งผลต่อพัฒนาการต่าง ๆ หรือหากเป็นบ่อยเกินไป อาจจะต้องได้รับยาที่แรงขึ้นเรื่อย ๆ และต้องนอนโรงพยาบาลบ่อย ๆ ทำให้ต้องขาดเรียน ก็ทำให้คุณภาพชีวิตของลูกเราแย่ลงได้ เช่นนั้นแล้ว การจะได้รับการรักษาอย่างไร เกี่ยวกับ โรค ทอนซิลอักเสบ ก็ให้เป็นไปตามดุลยพินิจของแพทย์ผู้วินิจฉัยดีที่สุด